ค้นหาข้อมูล
ข้อมูลและสาระน่ารู้ที่อัพเดทล่าสุด
วิธีการปรับสภาพน้ำ และบำบัดน้ำเสีย โดยวิธีชีวภาพ
1488 view
 Post Date:  15/8/13 - 5:25:pm
Warning: getimagesize(/image/logo/doucment.png): failed to open stream: No such file or directory in /home/ddncom/domains/9ddn.com/public_html/pc_data/pc_content.php on line 117
วิธีการปรับสภาพน้ำ และบำบัดน้ำเสีย โดยวิธีชีวภาพ

วิธีการปรับสภาพน้ำ และบำบัดน้ำเสีย โดยวิธีชีวภาพ


1. การปรับค่า pH ของน้ำ
        ใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ วัดค่า pH ของน้ำ วัดดูว่าสภาพน้ำของเป็นกรด
หรือด่าง (ใช้อุปกรณ์วัดน้ำ โดยใช้น้ำยาวัดค่า pH โดยนำน้ำในบ่อมาใส่จานหลุมพลาสติก แล้วจึงหยดน้ำยาตรวจสอบ pH 1 หยด แล้วปล่อยให้น้ำยากับน้ำในบ่อผสมกัน แล้วจึงใช้แผ่นตรวจสอบสีเทียบสีดูกันน้ำที่ได้ อ่านค่าดู ถ้าต่ำกว่า 7 ก็เป็นกรด ถ้าสูงกว่า 7 ก็เป็นด่าง
        ถ้าน้ำเป็นกรด วิธีแก้ไข คือ ใส่ปูนต่าง ๆ ได้แก่
        ปูนโดโลไมท์ - มีความเป็นด่างต่ำ แต่จะมีแร่ธาตุเป็นอาหารของแพลงตอนพืช พวกแมกนีเซียม แคลเซียม
        ปูนขาว - มีความเป็นด่างสูง แต่มีแร่ธาตุอาหารต่ำ ใช้ปรับสภาพน้ำที่เป็นกรดมา ก แต่ใช้ต้องระมัดระวัง
        ปูนมาร์ล - มีความเป็นด่างต่ำ มีแร่ธาตุพวกแคลเซียมมาก ถ้ากรณีน้ำมีอัลคาไลน์สูงมากไม่ควรใช้
        ปูนเปลือกหอยเผา - มีความเป็นด่างสูง มีแร่ธาตุอาหารสูง ใช้ปรับสภาพน้ำที่เป็นกรดมาก ๆ การใช้ต้องค่อย ๆ ใช้
        ซึ่งการปรับสภาพน้ำนั้นต้องดูจากสิ่งแวดล้อมด้วยว่า ควรจะใช้ปูนชนิดไหน เพราะแต่ละอย่างมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน และราคาแตกต่างกัน การใช้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าใส่มากไปก็เป็นโทษเหมือนกัน
        ถ้าน้ำเป็นด่าง วิธีแก้ไข คือ ใส่พวกกรดต่าง ๆ ได้แก่
        น้ำส้มสายชู 5 % - มีความเป็นกรดเจือจางต้องใช้ผสมกับน้ำแล้วค่อย ๆ สาดปรับสภาพให้ได้ 7 จึงหยุด ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังใส่ไปวัดค่า pH ไป
        น้ำสับปะรด - มีความเป็นกรดเจือจาง ใช้ผสมน้ำสาดเช่นกัน
        การรักษาค่าระดับ pH ของน้ำ เมื่อคงที่แล้ว ควรใส่จุลินทรีย์น้ำ เพิ่มลงไป เพื่อเพิ่มปริมาณของแพลงค์ตอน และรักษาระบบนิเวศน์ของน้ำให้คงที่อยู่เสมอ ซึ่งจะใส่มากหรือน้อยต้องดูสภาพของสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นการสิ้นเปลือง และการถ่ายน้ำบ่อยจะทำให้สัตว์น้ำเกิดความเครียด และมักจะไม่กินอาหาร ทำให้อัตราการเจริญเติบโตไม่ต่อเนื่อง ซึ่งจะสังเกตจากการเลี้ยงบ่อปูน ถ้าเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยจะสังเกตว่า อัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำไม่ค่อยโตเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะเลี้ยงแบบระบบปิด คือ รักษา และควบคุมระบบน้ำตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงวันที่จับขาย และตัวแปรของแหล่งน้ำได้ ซึ่งถ้าท่านไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ สารเคมีต่าง ๆ ทำให้อาจจะเกิดสารปนเปื้อนในตัวสัตว์น้ำได้

2. การปรับค่าอัลคาไลน์ของน้ำ
         ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญของค่าอัลคาไลน์ เพราะไม่
ทราบว่าค่าอัลคาไลน์คืออะไร ค่าอัลคาไลน์ คือปริมาณแร่ธาตุอาหาร เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ที่มีส่วนในการเสริมสร้างผิวหนัง หรือผิวหนังของสัตว์ และพืชน้ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ของน้ำด้วย ดังนี้เพื่อในการปรับค่า pH แล้วทุกครั้ง ควรจะต้องวัดค่าอัลคาไลน์ควบคู่ไปด้วย ซึ่งวิธีวัดค่าอัลคาไลน์ กระทำได้ดังนี้
         1. นำหลอดทดสอบล้างให้สะอาด แล้วเอาน้ำที่ต้องการหาค่าอัลคาไลน์ ใส่ลง ในหลอดทดลอง ขนาด 5 มิลลิลิตร
         2. หลังจากนั้น เอาน้ำยาอินดิเคเตอร์มาหยดใส่น้ำที่ต้องการ 1 หยด น้ำใน หลอดทดลองจะเปลี่ยนเป็น สีฟ้าแกมน้ำเงิน
         3. เมื่อน้ำกลายเป็นสีฟ้า ให้เอาน้ำยาไตแตรนท์ มาหยดใส่ในหลอดทดลอง
หยดใส่ทีละ 1 หยด แล้วเขย่าให้เข้ากัน ค่อย ๆ หยดทีละ 1 หยดแล้วเขย่าไปเรื่อย นับไปจนน้ำที่หยดน้ำยาเปลี่ยนเป็นสีส้ม ว่าได้กี่หยด ให้คูณกับ 18 จะได้ค่าอัลคาไลน์ที่อยากทราบ เช่น เมื่อหยดน้ำยาไตแตรนท์หยดลงไปที่หลอดทดสอบแล้วนับทีละหยด จนถึงหยดที่ 5 น้ำที่ทดสอบเปลี่ยนเป็นสีส้ม ให้เอา 5 คูณ 18 จะได้ค่าอัลคาไลน์ เท่ากับ 90 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร
         ซึ่งค่าอัลคาไลน์ ในน้ำที่ดีควรอยู่ที่ 80-150 ซึ่งถ้าอัลคาไลน์ในน้ำสูงไป หรือต่ำไปมีวิธีแก้ไข ดังนี้
         ค่าอัลคาไลน์ ต่ำกว่า 80 ผนังของแพลงค์ตอนจะไม่แข็งแรง สีน้ำจะไม่เขียว ผิวหนังหรือค่าอัลคาไลน์ ให้ใส่สารเพิ่มอัลคาไลน์ หรือถ้ากรณีที่ยังไม่ปล่อยสัตว์น้ำ อาจจะใช้พวก มูลสัตว์ เช่นมูลไก่ มูลหมู มูลวัว ใส่ลงไปในน้ำ แล้วเติมจุลินทรีย์ไปช่วยย่อยสลาย จะเป็นการเพิ่มแร่ธาตุของแพลงค์ตอนทำให้มีค่าอัลคาไลน์ดีขึ้น
         ค่าอัลคาไลน์ สูงเกินกว่า 200 ซึ่งมักจะเกิดจาก น้ำบาดาล หรือน้ำใต้ดิน หรือแหล่งน้ำ ที่มี่การซึมมาจากพื้นที่การเกษตร น้ำนาข้าว ซึ่งมีการใส่ปุ๋ยในนา แล้วเมื่อน้ำเอ่อ หรือมีฝนตากซุก น้ำจากนาข้าวจะไหลมาสู่แหล่งน้ำ เช่นว่าคลอง ห้วย บึง ซึ่งถ้ามีค่าอัลคาไลน์ในน้ำมากเกินไปจะเป็นผลทำให้เกิดแพลงค์ตอนบูมมากเกินไป เมื่อแพลงค์ตอน บูมมากเวลาตายจะตายพร้อม ๆ กันทำให้เกิดเป็นขี้แดด หรือขี้ตะไคร่ลอยอยู่หน้าน้ำ ซึ่งจะทำให้มีขี้แดดมากจะบังหน้าน้ำ ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องถึงใต้น้ำได้ น้ำจะค่อย ๆ ทำให้แพลงค์ตอนที่เหลือไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ออกซิเจนในน้ำก็จะค่อยลดลง ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และดำในที่สุด ซึ่งถ้าค่าอัลคาไลน์มากเกินไปก็จะทำให้สัตว์น้ำกระดองแข็ง หรือกุ้งลอกคราบไม่ออก เปลือกไข่ของสัตว์น้ำจะแข็ง วิธีบำบัด คืออาจจะใส่เกลือ เพื่อลดปริมาณแพลงค์ตอนลงแล้วใส่จุลินทรีย์ให้ย่อยมากขึ้น ห้ามใส่พวกปูนทุกชนิด เพราะจะเป็นการเพิ่มแร่ธาตุอาหารของแพลงค์ตอน ซึ่งมีเกินพอแล้ว
        ดังนั้น การตรวจสอบค่าอัลคาไลน์ จึงควรกระทำไปพร้อมกับการวัดค่า pH ของน้ำทุกครั้ง แต่ในการบำบัดต้องดูจากสภาพแวดล้อม และคำนึงถึงแหล่งที่มาของน้ำ ประกอบการพิจารณาด้วย

วิธีบำบัดน้ำเสีย โดยวิธีชีวภาพ (ข้อมูลสำคัญในการเลี้ยงสัตว์น้ำ)
         ในการบำบัดน้ำเสียต้องคำนึงถึงค่า pH และค่าอัลคาไลน์น้ำประกอบการบำบัดด้วยทุกครั้ง ซึ่งน้ำเสียส่วนใหญ่อาจจะเกิดจากสาเหตุหลายประการดังนี้
         1. การตกหล่นของอาหาร การเน่าเสียของน้ำในบ่อเลี้ยง เกิดจากการสะสมของอาหารที่สัตว์น้ำกิน รวมทั้งสิ่งขับถ่ายต่าง ๆ ของสัตว์น้ำนั้นเอง และในบางครั้งสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงอาจตายลงโดยผู้เลี้ยงไม่รู้ และเกิดการเน่าขึ้นได้ ซึ่งการเน่าและหมักของสิ่ง ปฎิกูล จะทำให้เกิดแก๊สแอมโมเนีย ก๊าซไฮโดรเจน ซัลไพค์ ก๊าซไนไตรท์ ซึ่งเป็นอันตรายกับสัตว์น้ำได้ โดยแยกประเภทอันตรายของก๊าซแต่ละชนิดดังนี้
         ก๊าซแอมโนเนีย เกิดจากการเน่าเสียของเศษอาหาร และมูลของสัตว์น้ำ ทับ ถมกันเป็นระยะเวลาหลายเดือน จะมีการเปลี่ยนปฎิกริยาทางเคมี ออกมาเป็นรูปก๊าซแอมโมเนีย ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายต่อระบบการหายใจ และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ถ้ามีมากจะออกฤทธิ์ทำให้กัดบริเวณผิวหนังสัตว์น้ำ เป็นช่องแผล และจะเป็นทางเข้าสู่ร่างกายสัตว์น้ำของเชื้อโรค จะทำให้เกิดเป็นแผลหลุม จุดแดง ๆ เป็นจ้ำ ๆ เป็นตุ่มมีน้ำเหลือง และเป็นโรคผิวหนังต่าง ๆ มีผลทำให้สัตว์น้ำนั้นอ่อนแอ ป่วย และตายได้
         ก๊าซไนไตรท์ เป็นการเปลี่ยนกระบวนการ หรือถ่ายสสารจากก๊าซแอมโมเนีย แตกตัวเปลี่ยนมาเป็นก๊าซไนไตรท์ ซึ่งจะออกฤทธิ์อย่างร้ายแรง เมื่อสภาพน้ำมีค่า pH ต่ำหรือมีความเป็นกรด แต่ถ้าน้ำเป็นด่างก๊าซไนไตรท์จะไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งเมื่อออกฤทธิ์จะทำให้ระบบทางเดินหายใจของสัตว์น้ำ จะทำให้เกล็ดเลือดเป็นพิษ สัตว์น้ำจะหายใจไม่ออก และจะมีเลือดไหลออกจมูกและปาก ซึ่งถ้ามีก๊าซไนไตรท์ต้องรีบบำบัดน้ำเสียทันที อนึ่ง ก๊าซไนไตรท์ กับก๊าซแอมโมเนีย สามารถเปลี่ยนสถานะกันไปมาได้
         ในการเลี้ยงสัตว์น้ำนั้น ต้องรู้จักถึงคุณสมบัติของก๊าซ 2 ชนิดนี้ เพราะถ้าเลี้ยงสัตว์น้ำ น้ำที่เน่าเสียจะพบก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้เสมอ จะรู้ได้ต้องมีเครื่องมือวัดแอมโมเนีย และเครื่องมือวัดไนไตรท์
         2. การมีสารเจือปนมากับแหล่งน้ำ ซึ่งในแหล่งน้ำก่อนที่จะเติมลงไปในบ่อเลี้ยง
สัตว์น้ำ ควรจะมีการวัดค่า pH กับค่าอัลคาไลน์ในน้ำเสียก่อน ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ทราบว่าในแหล่งน้ำที่มานั้นมีการตกค้างของสารเคมี หรือมีปุ๋ยที่ปนมากับน้ำหรือไม่ ซึ่งถ้ามีสารเคมีปนเปื้อนเข้ามาจะทำให้แพลงค์ตอนพืชตายทับถม กลายเป็นขี้แดด และนาน ๆ เข้าจะทำให้น้ำเปลี่ยนสีได้

        3. การใช้ปูนมากเกินขนาด บางครั้งการที่ต้องการปรับสภาพน้ำอาจทำให้ผู้เลี้ยง
ใสปูนมาก จนเกินความพอดี ถ้าปูนมีมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะบูมของแพลงค์ตอน จะทำให้น้ำหนืดเขียวขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตะกอน หรือขี้แดด

        4. การใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือสารเคมี มากเกินขนาด ในระบบนิเวศน์ของน้ำ มี สิ่งมีชีวิตที่ช่วยตรึงให้ระบบนิเวศน์ของน้ำคงที่ ประกอบไปด้วยแพลงค์ตอนพืช จุลินทรีย์ และแบคทีเรีย ซึ่งในธรรมชาติถ้าน้ำดี จุลินทรีย์มีอากาศหายใจเพียงพอจะเบียดแบคทีเรีย ไม่ให้เกิดหรือเกิดก็น้อย ดังนั้นเมื่อใส่ยาฆ่าเชื้อหรือสารเคมีลงไปในน้ำ ฤทธิ์ของยาก็จะทำลายระบบนิเวศน์ทั้งหมด หรือเรียกว่าระบบน้ำล้ม เพราะแพลงค์ตอนพืชตาย จุลินทรีย์ตาย แบคทีเรียตาย จะไม่มีผู้ย่อยสลาย และผู้ผลิตที่สร้างออกซิเจนในน้ำ เมื่อไม่มีออกซิเจน สัตว์น้ำก็อยู่ไม่ได้ ขณะเดียวกัน แบคทีเรียที่ไม่ต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจก็จะเกิดแทนที่ก็จะเข้าเกาะกินสัตว์น้ำ ทำให้เกิดโรคร้ายแกสัตว์น้ำ การใช้สารเคมี หรือยาฆ่าเชื้อจึงต้องระมัดระวังในการใช้ ทางที่ดีไม่ควรที่จะใช้ ยกเว้นว่า ระบบนิเวศน์ของน้ำนั้นเน่าเสียหมดแล้ว ถึงควรที่จะล้างระบบ แล้วรอให้ฤทธิ์ของยาหมดแล้ว จึงต้องรีบสร้างแพลงค์ตอนพืชขึ้นมา เพื่อเร่งการสร้างระบบนิเวศน์ของน้ำขึ้นมาทดแทนใหม่

        5. ผักตบชวา มากเกินไป ผักตบชวาเป็นพืชที่ลอยอยู่ผิวน้ำ ซึ่งมีทั้งประโยชน์ และโทษในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งแยกได้ดังนี้
        ประโยชน์ของผักตบชวา โดยดูดรับเอาปุ๋ยไนเตรทที่ได้จากขบวนการย่อย สลายไนโตรเจนไปใช้ โดยดูดซึมของเสียไว้เหมือนฟองน้ำ เมื่อเราดึงผักตบชวาออกจากบ่อก็เหมือนเราดึงของเสียจากบ่อไปทิ้ง
        โทษของผักตบชวา ปัญหาของผักตบชวาที่มากเกินไป ผักตบจะโตขึ้นถ้าไม่มีการควบคุมหรือจำกัดบริเวณผักตบชวาจะปกคลุมผิวหน้าน้ำทั้งหมด ทำให้น้ำขาดแสงแดด ขาดออกซิเจน และถ้าผักตบชวาขึ้นเต็มที่ ถ้าเราไม่ดึงออก รากที่สะสมของเสียเมื่อเก็บไม่อยู่ จะปล่อยของเสียเหล่านั้นลงในน้ำ เป็นการเพิ่มปริมาณของเสีย และแอมโมเนียในน้ำแบบฉับพลัน เหมือนการปล่อยระเบิดเวลา ดังนั้น ถ้าจะใช้ผักตบชวาจึงควรใช้ไม่เกิน 25 % ของพื้นที่ ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
         สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำเสียที่กล่าวมาเป็นข้อสรุปเบื้องต้น ซึ่งมีตัวแปรที่ทำให้น้ำเสียอีกมาก แต่ที่กล่าวมาเป็นสาเหตุหลัก ๆ เท่าที่พบ ซึ่งเมื่อท่านเข้าใจ และรู้ที่มาของน้ำเสียแล้ว ถึงค่อยมาทำความเข้าใจกับวิธีบำบัด

วิธีบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ

         ทั่ว ๆ ไปน้ำที่จะเลี้ยงกุ้ง ปลา ตะพาบน้ำ หรือสัตว์น้ำทุกชนิด ต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำลงไปเลี้ยง เมื่อปรับได้ที่แล้ว ปัญหาที่ตามมาก็คือ คุณภาพน้ำ จะเริ่มเสียตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำ แต่จำนวนน้อยเพราะมีระบบนิเวศน์ที่สมดุลย์แก้ปัญหา กุ้ง ปลา หรือสัตว์น้ำเมื่อกินแล้วก็ต้องถ่ายออกมาสะสมนานวันคุณภาพน้ำเสื่อม ระบบนิเวศน์ไม่สมดุลย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกิน ขาดความพอดีในน้ำ ถ้าเรามีแหล่งน้ำพอเพียงที่จะมาเติมน้ำเข้า ถ่ายน้ำออกขอให้ใช้วิธีนี้ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิด แต่ถ้าเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะมาเติมน้ำถ่ายเท เราต้องป้องกันอย่าให้คุณภาพของน้ำเสียความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์ ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำถึงวันที่จับขาย ถ้าท่านทำได้จะเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วย การป้องกัน และจัดการ ควบคุมการให้อาหารไม่ให้ตกหล่นลงไปในบ่อ ควบคุมขี้ของสัตว์น้ำไม่ให้เน่าเสีย ถ้าทำได้สองอย่างนี้ ปัญหาอื่นจะเกิดน้อยมาก แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ผลที่ตามมาคือ ไม่สิ้นเปลืองอาหาร น้ำในบ่อไม่เน่าเสียตะพาบไม่ป่วย ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้สารเคมี อัตราการตายน้อยมากหรือไม่มีเลย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรศึกษาข้อมูลข้างต้นให้ดี เนื่องจากทำให้ท่านเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้อยมาก หากท่านป้องกันไม่ได้ ขอให้ศึกษาบำบัด แบบชีวภาพ ตามข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้ ก่อนอื่นผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัด คุณภาพน้ำอย่างน้อย 4 ชนิดคือ

1.             น้ำยาตรวจวัดความเป็นกรด - ด่างในน้ำ

2.             น้ำยาวัดหาค่าแร่ธาตุอาหารในน้ำ (อัลคาไลน์)

3.             น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซแอมโมเนีย

4.             น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซไนไตรท์ การที่มีอุปกรณ์ตรวจวัด 4 ชนิดนี้ ทำให้

ผู้เลี้ยงสามารถรู้สภาพน้ำในบ่อว่ามีปัญหาอะไร เราจะได้แก้ปัญหานั้น ทำให้ไม่ต้องเสียเงินลงบ่อ โดยไม่รู้ว่าใส่วัตถุแต่ละชนิดแล้วแก้ปัญหาในบ่อได้จริงหรือไม่ ด้วยการเอาน้ำยามาตรวจวัดคุณภาพน้ำทุก ๆ ครั้งก่อนและหลังบำบัด วิธีปรับความเป็นกรด -- ด่าง แร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) วิธีบำบัดก๊าซพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในบ่อแบบชีวภาพ น้ำก็คือ ใช้สิ่งที่มีชีวิตมารักษา (จุลินทรีย์) ปรับพื้นฐานก๊าซพิษที่มีให้เปลี่ยนเป็นก๊าซที่เป็นคุณประโยชน์ กับระบบนิเวศน์ นั้นก็คือ อาหารตะพาบที่หล่น ขี้สัตว์น้ำ ซากแพลงค์ตอนต่าง ๆ ที่หล่นไปก้นบ่อถ้าไม่มีจุลินทรีย์กลุ่มที่ดีไปย่อย หรือมีน้อยไปย่อยไม่ทัน ก็จะมีแบคทีเรียอีกกลุ่มเข้ามาแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ ไปเป็นก๊าซพิษทันที แต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซพิษทันที แต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซที่ดี (ไนโตรเจน) แพลงค์ตอนก็จะเจริญเติบโตได้ดี ก็ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง แล้วเปลี่ยนเป็นอากาศให้กับสัตว์น้ำ ๆ ก็จะแข็งแรงเจริญเติบโต เชื้อแบคทีเรียก็จะอ่อนแอกับสภาพน้ำที่ดี และหยุดการแพร่ขยายพันธุ์ หรือขยายน้อยมาก เนื่องจากสภาพน้ำดี จึงขอให้ผู้เลี้ยงรักษาระบบนิเวศน์ตรงนี้ให้ได้ ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี - ยาต่าง ๆ ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ นั้นก็คือ ทำสภาพน้ำให้ดี สัตว์น้ำทุกชนิดก็จะแข็งแรงสร้างภูมิต้นทานโรคได้เป็นอย่างดี

สภาพน้ำสีเขียวเข้มหนืด เกิดจากอาหารตกหล่นไปในบ่อน้ำมาก ทำให้ขยาย
ได้รวดเร็ว ปัญหาน้ำสีเขียวเข้าหนืด หรือมีซากแพลงค์ตอนลอยปิดหน้าน้ำ (ขี้แดด) เกิดจากอาหาร และขี้ปลา กุ้ง ที่หล่นไปก้นบ่อทำให้มีแร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) มาก ทำให้แพลงค์ตอนพืชเกิดมากเกินความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์จะรับได้วิธีแก้ขี้แดด ถ้ามีซากแพลงค์ตอนพืช (ขี้แดด) มาก ให้เปิดหน้าน้ำด้วยการซ้อนขี้แดดออกทิ้ง หรือใช้ไม่ปาดให้ไปรวมอยู่ที่มุมหนึ่ง มุมหนึ่งของบ่อแล้วใช้เครื่องดูดน้ำหน้าผิวทิ้ง ตรวจสอบดูว่าก้นบ่อมีก๊าซพิษหรือไม่ จุลินทรีย์น้ำ เพื่อไปย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าอยู่ที่ก้นบ่อ ให้เปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซที่เป็นประโยชน์ (ก๊าซไนโตรเจน) ขณะที่
จุลินทรีย์ทำงานจะมีขี้แดดลอยขึ้นมามากกว่าปกติไม่ต้องตกใจ ให้ใส่ทุกวัน และให้ดูดขี้แดดทุก ๆ วัน หลังจากสภาพน้ำดีแล้ว ให้ใส่จุลินทรีย์ เพียงเล็กน้อยแต่ทุกวัน น้ำจะไม่เสีย

วิธีแก้น้ำสีเขียวหนืด

         ให้ใช้เกลือผงละลายน้ำแล้วสาดลงไปในบ่อ เกลือจะไปทำให้แพลงค์ตอนพืชตาย สีน้ำจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เนื่องจากแพลงค์ตอนพืชมีธาตุเหล็ก ดังนั้นจึงต้องรีบใส่ จุลินทรีย์น้ำ ไปย่อยซากแพลงค์ตอนทันทีก่อนที่ซากแพลงค์ตอนที่ตายจะเกิดเป็นก๊าซพิษ ขณะที่ใช้จุลินทรีย์น้ำ เปลี่ยนสี และฟองเกิดขึ้นก็ไม่ต้องตกใจ หลังจากสภาพน้ำดีแล้ว ให้ใส่จุลินทรีย์ทุกวันแต่ไม่ต้องมาก

 

 

ที่มา   http://members.thai.net/sahakorn/kaset/rewater.html